ต่อจากตอนที่แล้วครับพี่น้อง..
ผมก็ทิ้งประเด็นไว้ให้คิดเล่นๆ..กระบวนทัศน์ของไดโนเสาร์ กับกระบวนทัศน์ของพัฒนากรมันต้องต่างกัน..ครับพี่น้อง ไม่เช่นนั้นแล้วทำไมไดโนเสาว์มันจึงสูญพันธุ์ไป..จากโลกเส็งเคร็งใบนี้
บางทีผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า..พัฒนากร นั้นมีรูปแบบการทำงานที่ต่างจากงานเสมียนหรืองานธุรการทั่วๆไปครับ..หากคุณเป็นคนขับรถให้เจ้านายนั่ง ไม่ว่าคุณจะขับรถที่ใหนคุณก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถ..เครื่องยนต์..กฎจราจร..แค่นั้น จะมีพิเศษขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ถ้าหาก คุณอยากรู้ขึ้นมาว่านายที่คุณขับให้นั่งมีนิสัย(สันดาน)อย่างไร เพื่อคุณจะได้ปรับกลยุทธในการขับรถให้เหมาะกับสันดานของคนนั่ง..(ฮา)
ทีนี้พัฒนากร..ผมคิดว่ามันต่างกันคือมันต้องมีความรู้..ในการทำงาน
ต้องมีความรู้ในกระบวนการทำงาน..หลักการ/ปรัชญาพัฒนาชุมชน
ต้องมีความรู้ในชุมชนนั้นๆ..กระบวนการศึกษาชุมชน..ผู้นำชุมชน/อบต.
ต้องมีความรู้ในกิจกรรมที่ทำ..กิจกรรมตามยุทธศาตร์
ต้องมีความรู้ในตัว..นาย (พัฒนาการอำเภอ/นายอำเภอ)
ต้องมีความรู้ในระเบียบแบบแผนที่เกี่ยวข้อง
การที่คนเราต้องมีความรู้เนี๊ยะครับพี่น้อง..มันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา สั้นบ้าง ยาวบ้างก็แล้วแต่แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ของแต่ละคนครับ ทีนี้สิ่งจะช่วยได้อีกอย่างคือมันต้องมีจินตนาการ....จินตนาการเพื่อตอบคำถามง่ายๆว่า
กรู..จะทำไปทำไมว้า
กรู..จะทำอย่างไรว้า
กรู..จะทำไปเพื่ออะไรว้า
กรู..ทำไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นว้า
มีหลักง่ายๆอยู่ว่า..ให้ตั้งคำถาม..ทำไม ให้มากๆ และบ่อยๆ แต่เวลาให้คำตอบของคำถามแบบนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบเชิงสร้างสรรค์หน่อยนะครับพี่น้อง ไม่งั้นเดี๋ยวอะไรที่ไม่อยากได้มันจะมาเป็นชุดๆน่ะ
ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของทีมงานของสำนักงาน..แห่งนึง
นาย ก. เราสำรวจข้อมูลไปทำไมครับป๋า
นาย ข. กรมฯสั่ง(ว่ะ)...อันนี้เป็นคำตอบของป๋าเฮง(ซวย)
นาง ค. หนูจะเอาไปปรับแผนชุมชนจ้า
นาย ก. ปรับไปทำไม..ไม่เห็นได้อะไรเลย
นาง ค. อ้าว .. ครัวเรือนที่ตกเกณฑ์จะไ้ด้มี Input ในการพัฒนาไง..ไอ้เวร
ฉากการสนทนาสมมุตินี้เกิดที่ร้านอาหารในเวลาแดดร่ม..ลมตก หรือที่อำเภอแหล่งข่าวไม่ได้แจ้งจ้า
ผม..เปิดประเด็นทั้งหมดนี่เพียงเพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึง
1. แรงจูงใจ
2. จินตนาการ
3. คำถามเชิงระบบ..ทำไม
การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล นั้น คนที่เป็นพัฒนากรต้องรู้อะไรบ้าง
1.รู้กระทงคำถาม..ในแบบสอบถาม จปฐ.และ กชช2ค. คือต้องรู้ว่าแต่ละกระทงคำถามมีประเด็นรายละเอียดอย่างไรบ้าง..อันนี้สำคัญครับพี่ีน้อง เพราะมันจะทำให้เราประยุกต์ใช้ข้อมูลในแต่ละเวทีประชาคมหรือสถานการณ์ได้เช่น..หมู่บ้านนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้เกิดรายได้หรือไม่(ส่วนที่ 2 หน้า 37) พัฒนากรที่เป็นนักคิดเชิงระบบ(Conceptual Framework) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลนี้ให้บูรณาการกับครัวเรือนยากจน..กับ กลุ่มอาชีพ ..กับกลุ่ม OTOP ใน Event ของการปรับแผนชุมชน..ก็ได้
2. โครงสร้างของกิจกรรมตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน..ก็กรมนี้แหละครับพี่น้อง ไม่ ใช่กรมฯไหนหรอกครับ
ทำไม..ต้องรู้ เพราะเราจะได้รู้ โครงสร้างงบประมาณ..ตามผลผลิต
(ผมจะรู้ได้อย่างไรครับ..อันนี้เรื่องของคุณ ชอบถามกวนโอ้ยยย.อยู่เรื่อย)
คุณต้องเข้าใจนะครับว่า..ผลผลิตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ.....เช่นการยกระดับกลุ่มออมทรัพย์ฯ มันต้องเกิดจากกระบวนการทำงานของพัฒนากรกับชุมชน ฉะนั้นข้อแนะนำเบื้องต้นคือคุณต้องรู้..ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ/คุณภาพของแต่ละผลผลิตรวมทั้งแต่ละกิจกรรมด้วย..ว่าเขาต้องการให้เกิดอะไร
3.กระบวนการทำงานของแต่ละกิจกรรม ..หรือบางทีเราก็มักจะเรียกว่ากระบวนการ/ขั้นตอนการขับเคลื่อน..นะครับพี่น้องเช่น...กิจกรรม การขับเคลื่อนทุนชุมชนเพื่อจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน (หน้า 64-65 "แนวทางการดำเนินงานการขับเคลื่อนกิจกรรมตามยุทธศาสตร์กรมฯ" เล่มรังผึ้ง สีม่วง) เค้าจะบอกสิ่งที่เค้าต้องการ..ตัวชี้วัด ...สิ่งที่คุณต้องทำ..กระบวนการหรือขั้นตอน
เห็นมั๊ยครับพี่น้อง...ระบบข้อมูล มันเข้าไปอยู่ในนั้น..ในกระบวนการทำงาน คือ จปฐ.ข้อ 31 ครัวเรือนมีการออมมั๊ย กชช.2ค ข้อ 36.2 (หน้า 47) การเป็นสมาชิกกลุ่ม/การใช้แหล่งสินเชื่อ..
ทีนี้ OK มั๊ยพี่น้อง
ทีนี้ Get มั๊ยพี่น้อง
ยังมีต่อครับ..